แต่เราต้องไม่เอาอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา
เมื่อเรายอมให้อดีตมามีอำนาจเหนือเราในสิ่งที่เรากระทำในปัจจุบัน
อดีตจะเข้ามาครอบงำการกระทำของเราแทนที่จะเป็นตัวเราเอง
โชคไม่ดีนักที่บ่อยครั้งคนเราปล่อยให้อดีตมีผลต่อพวกเขา
โดยไม่ได้ตระหนักว่ามันได้สร้างความเสียหายแค่ไหนกับชีวิต
กี่ครั้งกี่หนที่เราเคยได้ยินใครบางคนพูดว่า
เขาจะไม่ยอมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนั้นอีก
เพราะไม่อยากจะต้องเจ็บปวด
แม้ว่ามันอาจฟังดูมีเหตุมีผลในการหลีกเลี่ยงสิ่งที่
หรือคนที่จะมีแนวโน้มหลอกลวง ทำร้าย หรือโกหกคุณ
แต่เมื่อคนเราเริ่มเปรียบเทียบทุกสิ่งทุกอย่างกับอดีตที่ผ่านมา
มันก็เหมือนกับการยอมให้อดีตมีอำนาจเหนืออนาคตของเรา
เหมือนกับการเอาตัวไปอยู่ใต้อำนาจของคน
ที่เคยทำให้เราเจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง
เพียงแต่คราวนี้มันเป็นเงาของอดีตที่คอยหลอกหลอน
เพราะตัวเราไม่ยอมสลัดมันทิ้ง
เมื่อรู้ว่าอะไรมีผลต่อการกระทำของคุณในปัจจุบัน
ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราต้องเรียนรู้ที่จะสลัดอดีตทิ้งเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่สามารถที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับใคร
เพราะเหมือนมีอดีตตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
สิ่งแรกที่จะปลดปล่อยตัวคุณก็คือ
การเรียนรู้เกี่ยวกับอดีตของคุณอย่างถ่องแท้
คุณต้องเริ่มที่จะสัมผัสส่วนลึกในใจ
คุณ เริ่มจากการเขียนบันทึกประจำวันและเดินปล่อยอารมณ์เป็นประจำ
สองสิ่งนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญมากในการช่วยคุณหลุดพ้นจากอดีต
ยามที่คุณอยู่ตามลำพังเมื่อไม่มีเสียงรบกวนจากคนรอบข้าง
นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการค้นหาตัวเอง
แม้ว่าคุณพบว่ามันยากมากในการเจียดเวลาเพื่อทำกิจกรรมทั้งสองนี้
แต่จริง ๆ แล้วกิจกรรมทั้งสองใช้เวลาเพียง 30 นาทีต่อวัน
โดยแบ่งเป็นการเดินปล่อยอารมณ์ 15 นาที
และเขียนบันทึกอีก 15 นาทีเท่านั้น
เพื่อให้กิจกรรมทั้งสองนี้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของทำ
จงจำไว้ว่าระหว่างการเดินต้องจดจ่อสมาธิไปกับสิ่งแวดล้อม
ใช้เวลาในการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ลองดูดอกไม้ที่บานข้างทาง
กิ่งไม้ไหวเอนตามลม สีสันของบ้านเรือน ฯลฯ
จุดประสงค์ในการเดินก็เพื่อที่คุณจะได้ให้ความสนใจ
กับสิ่งรอบข้างมากขึ้นกว่าการจดจ่อแต่เพียงเรื่องในอดีต
ในทางกลับกันวัตถุประสงค์ในการเขียนบันทึกประจำวัน
กลับเป็นการขุดคุ้ยตัวคุณเองอย่างละเอียด
จำไว้สิ่งที่คุณเขียนไม่มีผิดหรือถูกหรอก ก็แค่เขียนมันออกมา
และอย่าเอาบันทึกนี้ไปให้ใครดูเป็นอันขาด
มันเป็นสิ่งที่คุณควรจะเก็บไว้เป็นส่วนตัว
นำบันทึกนี้กลับมาอ่านซ้ำไปมาเมื่อเวลาผ่านไป
คุณจะค้นพบความรู้สึกต่าง ๆ ของคุณจากสิ่งที่คุณเขียนในบันทึก
หลังจากปฏิบัติกิจกรรมทั้งสองนี้เป็นประจำ
ลองสังเกตความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ
รวมทั้งมุมมองที่เปลี่ยนไปรวมถึง
เรื่องของความรักด้วย
ขั้นตอนต่อไปในการปลดปล่อยคุณจากเงาอดีตก็คือค้นหาให้ได้ว่าทำไมมันถึงอยู่ที่นั่น
จงตอบตัวเองให้ได้ว่าทำไมจากคำ
ถามพวกนี้
1. คุณรักเขาคนนั้นคนเดียวหรือ
2. มันเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันหรือไม่
มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายให้ มันมีผลกระทบทางลบกับคุณหรือไม่
3. คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความสัมพันธ์ครั้งที่ผ่านมาแล้วบ้าง
4. นิสัยแบบไหนของคนรักคนก่อนที่คุณไม่อยากเจออีกในอนาคต
5. นิสัยแบบไหนของคนรักคนก่อนที่คุณอยากเจออีกในอนาคต
6. มีสิ่งไหนที่คุณหวังจะไม่ทำซ้ำอีกเหมือนที่เคยทำกับคนรักเก่า
7. มีสิ่งไหนที่คุณหวังจะทำซ้ำอีกเหมือนที่เคยทำกับคนรักเก่า
8. คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงแบบไหนที่จะทำให้คุณมีความสุขในขณะนี้
หลังจากตอบคำถามเหล่านี้แล้ว ขอให้ทบทวนมันอีกหลาย ๆ ครั้งอย่างระมัดระวัง
เขียนทุกอย่างที่คุณต้องการและนึกได้ลง
ไปให้หมด จำไว้ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตรักของคุณเท่านั้น
ขั้นตอนท้ายสุดคือการให้อภัยและลืมความหลัง
คุณจะไม่สามารถก้าวต่อไปถ้ายังยึดติดกับอดีต ยอมรับว่าเรื่องในอดีตคุณ
ได้ทำดีที่สุดแล้วอย่างสุดความสามารถ
ถ้ามันยังไม่ดีพอก็อย่าไปนึกโทษตนเองหรือยึดติดกับมัน เชื่อมั่นในตนเองว่าได้
ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วและไม่มีใครสามารถทำให้คุณมีความสุขได้มากเท่าตัวคุณเอง